- B E L L's profileﺴ๑۩ﺴﺴ Frè€đσM Ļĩfє ﺴﺴ۩๑...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
ﺴ๑۩ﺴﺴ Frè€đσM Ļĩfє ﺴﺴ۩๑ﺴ< - Th€ BeLieF MaKe$ OpPoRtuNiTy StAy WitH Me FoRev€r - >
July 23 คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน...วันนี้ปวดหัวมาก ไม่รู้เป็นอะไร ห้องมันหมุน โลกมันเอนไปหมด
บางครั้งก็อยากร้องไห้ระบายสิ่งที่อัดอั้นทั้งหลายออกมาให้หมด บางครั้งก็อยากเก็บมันไว้ เพราะอย่างน้อยหัวสมองก็มีอะไรให้คิด มีเรื่องราวให้หัวใจได้เต้นเป็นจังหวะบ้าง บางเวลาก็เผลอร้องไห้ออกมาโดยไม่ตั้งใจ ชีวิตบางครั้งมันก็เหนื่อย ท้อ หมดพลัง ไม่มีกำลังใจ แต่ถึงอย่างไรพรุ่งนี้ก็ต้องลืมตามองดูโลก เดินต่อไป หลายครั้งที่คิดถึงบ้าน อยากกลับไปกอดพ่อ อยากกลับไปร้องไห้กับแม่ อยากกลับไปยิ้ม ไปหัวเราะกับพี่ชาย อยากกลับไปวิ่งเล่นเหมือนเคย เส้นทางที่เลือกมันกำลังพิสูจน์ตัวตนของเรา ยังมีทางโค้งอีกมากมายทำให้จุดหมายเลือนลาง มีอีกกี่นับชีวิตที่ยังทักทายและอำลา มีโอกาสได้พบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ได้พูดคุย ทายทักสารทุกข์สุกดิบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คิดถึงเพื่อนขนาดนี้ มีคนเคยบอกว่า "เพื่อนใหม่ ก็เป็นเพื่อนใหม่แค่วันเดียว" ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็อยากมีเพื่อน หาเพื่อนใหม่กับสถานที่ใหม่ ๆ แต่ลืมไปว่า เพื่อนที่คบกันมาเราไม่จำเป็นต้องเสาะหา เพียงแต่การเดินทางมันทำให้พวกเราเป็นเพื่อนกัน ...เท่านั้นเอง
เส้นทางที่เดินวันหนึ่งต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางที่แต่ละคนเลือก แต่ทุกครั้งที่หันหลังกลับไปมองเส้นทางเก่า ก็จะเห็นเพื่อนโบกไม้โบกมือทักทายเราเป็นประจำ มือที่เคยเตะไหล่ ตบหัว ลูบหน้า พาดหลัง มันไม่ได้จางหายไป หากแต่มิตรภาพทุกอณูไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในห้วงชีวิตสั้นๆ เราต่างมีความฝันเหมือนกัน ถักทอ ก้าวเดิน หากแต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น เราได้กระทำไปบ้างแล้ว อย่างน้อยยังดีกว่าใครอีกหลายคนที่ไม่เคยแม้จะสัมผัสฝันของตนเอง เพื่อนทำให้เราเข้าใจผู้อื่นในแบบของตัวเอง และทำให้เรายังคงเป็นตัวเองได้อย่างจริงใจ อิสระของนก คือ การบิน อิสระของดิน คือ ความว่าง อิสระของน้ำ คือ รูปร่าง อิสระของเส้นทาง คือ การเลือกเดิน อิสระของคน คือ ความคิด บางครั้งมนุษย์ที่ต้องอาศัยอยู่ในคำว่า "สังคม" ก็ยากที่จะมีอิสระได้อย่างแท้จริง เราเคยใฝ่ฝันถึงความอิสระ แต่เมื่อมันมากองอยู่ตรงหน้า กลับไม่เป็นเช่นนั้น อิสระในบางครั้งก็ดูเงียบเหงา แต่ในเมื่อเลือกแล้ว ก็ต้องยืนหยัดต่อไป แม้วันนี้จะเหนื่อยล้าเพียงใด พรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็ยังส่องแสงเช่นวันวาน เพื่อนเอ๋ย...ข้าคิดถึง
January 27 มองมุม...มุมมองการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติมักรวดเร็วและแปรปรวน
เมื่อวานหนาว วันนี้ร้อน พรุ่งนี้ฝนพรำ หากแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นธรรมดากับการปรับตัว กาลเวลามีเส้นทางให้เดิน มีโอกาสให้ค้นหา มีคนมากหน้าหลายตาให้รู้จักพูดคุย เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา เหมือนเดิม พลัดพราก ย้อนคืน วันวาน ทักทาย และร่ำลา
ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงไหนของชีวิต การเอนเอียงตามอารมณ์ก็เป็นไปตามชีวิตช่วงนั้น
ม.ต้น กับร่างกายและอารมณ์ที่โตขึ้น แปรเปลี่ยนรวดเร็ว หากแต่ก็ยังคงความเป็นวันวานในทุกขณะ ม.ปลาย กับการเข้าสังคมที่มีความเป็นตัวเองเป็นเดิมพัน ต้องการมีที่ยืนในสังคม รูปแบบชีวิตที่ไม่ต้องการการควบคุม มหาวิทยาลัย การเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง ช่วยเหลือตัวเอง ทั้งเช็ดน้ำตา ดีใจ เสียใจ มองความเข้าใจในภาพรวม และยอมรับความจริง แต่ละคนที่อยู่ในช่วงเวลาไหน ก็มักบอกว่าช่วงนั้น...สุดๆ ดีใจสุดๆ เสียใจสุดๆ ลำบากสุดๆ อะไร...สุด ๆ และที่สุด มีคนเคยถามว่า "หัวใจของคนเราอยู่ข้างไหน?" ตามหลักกายภาพร่างกาย คำตอบคงเป็นที่รู้กัน และคำตอบก็คือ "หัวใจ...อยู่ข้างใน" ในตัวเรา ในตัวตน ในนั้น ในที่ ๆ ไม่มีใครหาเจอ ไม่มีใครสัมผัสลึกซึ้งเท่ากับตัวเราเอง หัวใจไม่มีภาระหน้าที่ เพียงแต่ทำตามใจของมันเองเท่านั้น สะท้อนมุมมอง ความรู้สึก ความคิด ความเข้าใจ ความ... เรามักรับรู้ และมองเห็น
ในสิ่งที่เราอยากรับรู้ และมองเห็น ก็เท่านั้น... เรามักมองสิ่งที่คิดเองว่าเป็นปัญหา ว่าเกิดมาเป็นปัญหา ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นอาจไม่ใช่ปัญหาก็ได้
เส้นผมของเราเอง ยังยาวไม่เท่ากัน แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น ๆ ที่จะมองโลกเหมือนกัน หากอยู่ในที่สว่างแม้ปิดตาก็ยังเห็นแสง แต่หากอยู่ในความมืดแล้ว เปิดตาอย่างไรก็ไม่เห็นแสง หลายครั้งที่หวังให้คนอื่นมาเข้าใจเรา
หากแต่เราเริ่มต้นที่จะเข้าใจผู้อื่นหรือยัง... มองคนละมุม มุมคนละมอง เพราะมองต่างมุม จึงต่างมุมมอง เพื่อนเอ๋ย...ข้าคิดถึง November 27 เพ้อเจ้อ...เหนื่อยล้าเมื่อคืนนอนแค่สองชั่วโมง กระวนกระวาย รู้สึกตัวตลอดเวลา
พะวงกับนาฬิกา พะวงกับเวลาเรียน พะวงกับความสว่างของแสงแดด พะวงกับค่ำคืนแห่งการหลับไหล ช่วงที่งานรุม เวลาพักผ่อนก็เป็นเรื่องของความขาดแคลน บางครั้งก็อยากตื่นสายให้ชิน ไม่อยากได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ท้องฟ้าตอนเช้าทอแสงประกาย หมอกบังม่านลับลาจันทร์ทิวา มองเหม่อเอนออกไปไกลตา ความงามมองหาซ่อนไว้หลังเบื้องบังใจ หกนาฬิกาสิบห้านาที จักรยานเคลื่อนก้าวผ่านรั้ว สระแก้วสลัวสายธารเย็นจับใจ จักรยานเก่าคันเดิมยังจอดอยู่ที่ฝากรถ ดอกไม้ใบหญ้าตราตรึงน้ำค้างชื้นแฉะ ป้ายบอกกล่าวเล่าเรื่องบึกบึนแข็งแรง สิ่งต่าง ๆ อยู่ที่เดิม อาจเคยหายไปบ้างแต่ก็กลับมา พรุ่งนี้ก็จะเป็นอย่างนี้...เหมือนเมื่อวาน ค่ำคืนยังคงเหมือนเดิม การหลับไม่สนิทไม่ทำให้ใจไม่สั่นไหว
ดวงดาวยังคงส่องแสง ควานวุ่นวายยังคงคราคร่ำ ดาวไกลจัง ไกลเกินคว้า ไกลเกินเอื้อม ไกลเกินไปถึง แต่ฉันใกล้กว่าดาว...ตัวเราเองใกล้กว่า... นั่งคนเดียวมองฟากฟ้าแสดครามกับปุยเมฆละอองฝน หาอะไรมาทำมากมาย...ให้หาย...เหงา แต่ก็ยังเหงา ไม่ช่วยอะไรเลย ลุกขึ้นอีกครั้งและเดินออกจากบ้านไปสู่ความวุ่นวาย หวังให้คลายเหงา ตอนนี้มีเพื่อนมากมายเหม่อมองผู้คนเดินผ่าน
ทั้งทางผ่านและผ่านทาง ก็ยังคงเหงาไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย...กลับบ้าน นั่งลงตรงสนามหญ้าที่เดิม เมื่อไรฟ้าจะแคบ อยากมองฟากฟ้าฝั่งนู้นบ้าง บางครั้งอาจไม่เหงาแบบนี้ ไม่เป็นเช่นนี้ ยิ่งมองนานเท่าไร...มองฟ้าสีหม่นม่านหมอกเทาครามเลือนลาง คล้ายจะตอกย้ำว่าเหงานั้น...ตรงที่ใจใช่ที่กาย สุดท้าย...ก็ยังเหงาอย่างนั้น เหมือนเคย ชีวิตที่หลากหลายเต็มไปด้วยความขัดแย้งกัน
หลายครั้งที่พยายามเข้าใจ แต่กลับหักหลังการยอมรับ มันยากเกินความรู้สึก เกินสิ่งที่เป็นสิ่งที่เห็น ท้ายที่สุดธาตุแท้มันก็จะออกมา ปรากฏและจารึก หลายครั้งที่อยากกลับบ้าน เพียงเพราะอ่อนแอเกินไป สับสนกับเส้นทาง ยุ่งยากกับกาลเวลา ค้นหากับสิ่งที่สงสัย คำตอบไม่มีในสายลม มีเพียงกำปั้นและหัวใจ สู้ต่อหรือหยุดเดิน เคยสร้างโอกาส กำลังใจ พยุงตัวเองเดินไป แบ่งปันให้กับทางผ่านที่พบเจอ หายใจด้วยจมูกชีพจรตัวเอง ชีวิตกำลังระยิบระยับ ยังไม่คล้อยเลือนลาลับฟ้า หลับไปก็ได้ฟื้นคืนมา ท้องฟ้าสลับจันทราและอาทิตย์ ดวงดาวสวนทางกับตะวัน นกวิหคโอดครวญ ใบหญ้าเอนไหว หัวใจยังเต้น แม้จะผิดจังหวะบ้าง เหนื่อยแค่ไหน เหงาเพียงใด ยิ้มกับความเหนื่อยล้า โบกมือให้กับพรหมลิขิต หัวเราะกับโชคชะตา ทักทายกับดอกไม้ริมทาง ยักคิ้วให้กับเวลาที่สายไป กระพริบตากับความพ่ายแพ้ ร้องโอดครวญให้กับความอ่อนแอ เพ้อเจ้อกับเส้นผมที่ปลิวปลาย เลือดในร่างกายยังอุ่น หัวใจยังครึกครื้น ชีพจรยังเต้นตื่น พักฟื้นแล้วกลับมา เหมือนเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไม่สำคัญ ดำเนินอย่างที่ดำเนินไป ไม่ต้องคิด ไม่ต้องวางแผน ไม่ต้องหาใครทำแทน ไม่ต้องถึงแก่นก็เข้าใจ โลกยังหมุน พรุ่งนี้ต้องเจอเรื่องใหม่ ต้องเรียนรู้ เหนื่อยล้าแทบขาดใจ ขอกัดฟันไปล้มตรงเส้นชัย..... อาจจะเป็นเพียงแค่ การสิ้นสุดของเส้นทางเก่าเท่านั้นเอง
เพื่อนกัน...เหมือนเมื่อวาน October 11 การแข่งขัน...ความห่างหายของชีวิตการแข่งขันอาจเป็นโปรแกรมที่ฝังในตัวมนุษย์ทุกคน
ตั้งแต่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่ว่ายแข่งกันในท้องแม่ ในบรรดาเพื่อนหลายร้อยล้านตัว มีเพียงหนึ่งเดียวที่ว่ายถึงเส้นชัย ในโรงเรียน แต่ละคนต้องผ่านการสอบครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่วิ่งเร็วที่สุดคือคนที่ได้อภิสิทธิ์ทางสังคมต่าง ๆ นานา ในโลกการทำงาน ผู้คนต่อสู้วิ่งเต้นแย่งชิงตำแหน่ง จนบางครั้งก็ลืมจรรยาบรรณ การแข่งขันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และอาจเป็นความจำเป็นของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การแข่งขันสามารถเติมเต็มศักยภาพของเราได้ แต่การจมทั้งชีวิตกับการแข่งขันจนลืมใช้ชีวิตเป็นเรื่องน่าเสียดาย ยอมรับว่าหลายต่อหลายครั้งที่เครียดกับการสอบมาก
หลายครั้งที่ถามตัวเองว่าทำไมต้องอ่านหนังสือมากมายขนาดนั้น? คิดว่าตัวเองจำได้เหรอ? คิดว่าตัวเองทำได้เหรอ? หรือคิดแค่ว่า ตรงนี้ หน้าโน้น บรรทัดนั้น อ่านไปแล้ว... มันมีความรู้สึกสบายใจลึก ๆ จะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ตามแต่ ขอให้ผ่านตาบ้าง ให้ผ่านเข้ามาในความคิดบ้าง มันคือการโกหกตัวเองที่หลีกหนีการจับผิดใด ๆ การแข่งขันให้พลังแห่งความอดทน อดกลั้น อดใจ อดกายไว้ในทุกขณะ
การแข่งขันทำให้อารมณ์ที่พึงปรารถนาทรงพลัง และอารมณ์ที่สั่นไหวยิ่งมีความไขว่คว้า เวลามากมายกับคน ๆ เดียวที่เราหาไม่เจอ นั่นคือตัวเราเอง
เป็นการค้นหาที่ยากเมื่อเราคิดว่าง่าย อย่าดูถูกสิ่งที่ใกล้ เพราะมันวัดสิ่งห่างไกลได้มากกว่านั้น ต้องยอมรับว่าด้านมืดของโลกนั้นหม่นหมองมาก
หลายช่วงในชีวิต มนุษย์เราอยู่ได้ด้วยความหวัง หวังว่าจะชนะ หวังว่าจะไม่พ่ายแพ้ หวังยืนหยัดไม่ให้ใครมองว่าอ่อนแอ หวังไม่ถูกรังแกจากความผิดหวังเสียใจ คนชนะไม่ได้ชนะเพราะเก่งกว่า
แต่เพราะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม บางที บางครั้งชีวิตอาจมีความสุขขึ้น
เมื่อเราสามารถปัดฝุ่นใต้พรมออกบ้าง ละวางความคิดความเชื่อความกลัวบางอย่าง โดยการเอ่ยว่า "ช่างมัน ฉันไม่แคร์" ในการเล่นดนตรี ทุกครั้งที่นักดนตรีเล่นผิดโน้ตและหยุดเล่น
คนฟังจะจับได้ทันทีว่าเขาพลาด แต่หากเขาเล่นต่อไป โดยพลิกแพลงโน้ตที่เล่นผิดต่อไป เพลงนั้นนอกจากจะไม่ล่มกลางคัน อาจจะกลายเป็นเพลงที่คนชอบกว่า ประติมากรที่มีฝีมือเมื่อพลาดพลั้งทำบางส่วนของรูปสลักหินอ่อนหัก
จะพลิกแพลงแบบที่สลักโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ ชีวิตก็เช่นรูปสลักที่บางครั้งบิ่นหัก
ป่วยการตำหนิความผิดพลาดที่ผ่านพ้นไปแล้ว เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านวันที่ตื่นเช้าขึ้นมา
นาฬิกาไม่ปลุก ลืมข้าวของ ออกจากบ้านเดินชนนั่นชนนี่ ไม่ทันขึ้นรถเมล์ ไปทำงานสาย ฯลฯ ไร้ประโยชน์ที่จะระทมทุกข์กับอดีตที่ไม่สวยงาม
ชีวิตที่ผิดพลาดยังดีกว่าชีวิตที่ไม่ทำอะไรเลย แต่หากเรายอมลองมองในมุมมองอื่น
ลองสมมุติว่าการที่โลกสีหม่นไม่ใช่เพราะโลกมืด แต่เพราะเราสวม 'แว่นดำ' มองมัน บางทีหากเรายอมถอด 'แว่นดำ' ที่สวมออก อาจมองเห็นหนทางชัดขึ้น
เมื่อเห็นทางชัดเจนขึ้น เราอาจคิดพึ่งพึงกับสิ่งที่เรียกว่า 'ความหวัง' น้อยลง ความสุขในชีวิตก็เหมือนการมองดอกไม้เล็ก ๆ ริมทาง
เห็นไม่ชัดขณะกำลังวิ่ง ชัดขึ้นเมื่อลดความเร็วลงมา และชัดที่สุดเมื่อหยุดวิ่ง... ในโลกของการสร้างสรรค์ เราอาจจะไม่มีทางค้นพบสิ่งใหม่ๆ
หากไม่กล้าละวาง กฎ กติกา และสามัญสำนึกลงเสียก่อน นวัตกรรมทั้งหลายในโลกล้วนเกิดจากการมองมุมต่างทั้งสิ้น เสียงหัวเราะเยาะกับคำว่า “คิดโง่ๆ” และ “เป็นไปไม่ได้” ปิดกั้นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มามากต่อมากแล้ว ‘สามัญสำนึก’ ก็ฆ่าความคิดสร้างสรรค์มาทุกยุคทุกสมัย ‘คิดได้ไง’ เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อเรากล้า ‘คิดโง่ๆ’ อย่าขับรถไปข้างหน้าด้วยเกียร์ถอยหลัง
หยิบฝันออกมาใหม่ ปัดฝุ่น เข้าเกียร์เดินหน้า นานเท่านาน เท่าไร ยังเท่าเดิม... August 26 ...คำหนึ่งคำอาจพาเราไปไกลแสนไกล
ได้ยินประโยคนี้ครั้งแรกจากเพื่อนคนหนึ่ง
และมันก็ทำให้เราไปไกลแสนไกล
เมื่อกลับมาที่เดิมก็ยังคงสับสนกับตัวเอง
คำใดที่ทำให้ไปได้ไกลถึงเพียงนี้...
บางทีอาจไม่สำคัญว่าคำนั้นคืออะไร
แต่สำคัญที่ว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน
แล้วเราไปที่ไหนล่ะ ทำไมถึงอยากไป...มีเพียงคำถาม
แต่นั่นก็อีกที่เราเองอาจไม่ต้องการคำตอบ
เพียงแค่ขอให้เราได้ไปในที่ ๆ ใจอยากไป
บางทีเราอาจจะพบคำๆนั้น หรือคำตอบในที่ใดๆก็ได้
คำหนึ่งคำที่อาจมากมายหลายความหมาย
คำหนึ่งคำที่อาจให้ผลสำคัญกว่าเหตุ
คำหนึ่งคำที่อาจเป็นทั้งหมดของชีวิตแต่ส่วนหนึ่งของหัวใจ
คำหนึ่งคำที่อาจต้องการคำตอบแต่ก็ไม่สำคัญเมื่อได้รู้มัน
หากเปรียบเทียบคำๆนั้นกับเรื่องราวในชีวิตก็คงไม่ต่างกัน
เรื่องราวมากมายก็ทำให้เราเดินหรือย่ำอยู่ที่เดิม
เรื่องราวมากมายที่อาจไม่สำคัญแต่ชีวิตก็ขาดไม่ได้
เรื่องราวมากมายที่การกระทำสำคัญกว่าการพิสูจน์
หลายครั้งที่พบเจอกับเรื่องราวขัดแย้ง วิวาทในบ้านเมือง
ก็แค่ผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์
หลายครั้งที่ความรักกำลังหมองเศร้า คลายสดใส
ก็แค่เรารักคนอื่นเท่าๆกับที่เรารักตัวเอง
หลายครั้งที่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คึกครื้นยลใจ
ก็แค่ช่วงเวลาที่ความทุกข์กำลังอ่อนแรง
หลายครั้งที่หัวใจว่างเปล่า เหงาหงอย
ก็แค่ความต้องการใครสักคนเหมือนที่เคยมี
และอีกหลายๆครั้ง.......
หากแต่ทุกครั้งสิ่งที่ว่า "ก็แค่..." ก็ขาดไม่ได้
ในระหว่างรอคอย "บางสิ่งบางอย่าง"
เรามักหา "อะไรสักอย่าง" มาทำระหว่างนั้น เพื่อว่า....เราจะได้รอคอย....อย่างไม่รอคอย "เรื่องแบบนี้ถ้าไม่เกิดกับเรา คงเสียดายแย่"
ชีวิตอาจไม่ยาวนานถึงขนาดนั้น ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ จะตื่นหรือเปล่า
อย่ากังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง...มองวันนี้ ทำวันนี้
มีความสุขกับทุกวินาทีนี้...ที่ยังหายใจอยู่ดีกว่า
เวลามีพอเสมอสำหรับความสุข
'วันไหนที่รู้สึกเบื่อโลก ถามโลกด้วยว่าเบื่อเราไหม'
เพื่อนข้า...คนบนฟ้า
|
|||||
|
|